_gaq.push(['_trackPageview']); (function() { var ga = document.createElement('script'); ga.src = ('https:' == document.location.protocol ? 'https://ssl' : 'http://www') + '.google-analytics.com/ga.js'; ga.setAttribute('async', 'true'); document.documentElement.firstChild.appendChild(ga); })();

Subscribe:

ทันที่ทีเหลือบไปเห็นบนtimelindของtwitter ว่ามีสาวน้อยน่ารัก(มากกกกกกกกกกกกก) @Pinynoy หาเพื่อนไปดูหนัง ไม่รีรอให้เสียเวลารีบเสนอตัวไปดูทันที(ของฟรีมีไม่บ่อยอย่าปล่อยมันผ่านไป) รีบเสนอตัวไปดูทันทีแบบไม่ต้องคิดอะไรมากมาย

พอเดินไปถึงหน้าเอสพานาส ยังงง กับชีวิตกรูมาดูเรื่องอะไรเนี่ย ไม่เป็นไรเดินหาคนถือบัตรก่อน พูดคุยกันพอประมาณมั้ง(ความจริงมัวแต่วิ่งไปวิ่งมาหาของฝากอยู่) พอเข้าโรงปุ๊บไม่มีหนังตัวอย่างมากวนใจ ฉายให้ดูกันเลย ตกใจมาก มาถึงเปิดเพลงสรรเสริญพระบารมีกันก่อนเลย เดี่ยวมันต้องฉายหนังตัวอย่างให้ดู เฮยหนังตัวอย่างมาแล้วดีใจๆ น่านเสียงเกาหลีมาเลย ทำไมหนังตัวอย่างมันนานจังหวะ น้าน กว่าจะรู้ว่ามานั่งดูหนังเกาหลี ซับไทยด้วย ก็ทำใจตุตุต๋อมๆรอเลยว่าจะดูรู้เรื่องไม่เนี่ยกรู

เอานะดูไปเรื่อยๆ ละกัน เสือกนั่งในสุดจะลุกหนีไปห้องน้ำไม่ได้แล้วละสิเนี่ย พรอตหนังไม่เท่าไรครับแต่ความฮานี้ สาบานได้ครับเผลอยกเท้าถีบเบาะคนข้างหน้าได้ที่เดียว อุ้บ เลอบอกไปแล้วแบบนี้เขาจะตามมาตื๊บถูกตัวแล้วสิเนี้ย

เหมอนเดิมครับไม่สปอยหนังครับ แต่ผมเชื่อว่าคุณถ้าได้ดู พอออกจากโรงแล้วจะอารมย์ดีอย่างแน่นอน ขอบคุณ @Pinnynoy มากๆ กับหนังสนุก ๆ เรื่องนี้ครับ ขอบคุณพลังร่างกาย ที่มีแรงให้พิมพ์จนเสร็จ

Jan 29th by admin

มื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา น่าจะเป็นวันพุธที่แล้ว บังเอิญได้ไปดูหนังเรื่องหนึ่งมา เป็นรอบพิเศษที่จัดฉายที่โรงหนัง House RCA (อีกแล้วไปดูหนังฟรีที่ไรไกลบ้านตลอด)

แต่พอดีเป็นตั๋วหนังฟรี มีรึจะพลาด หลังเลิกงานก็รีบไป แต่ดันติดประเมินKPIทำให้ไม่สามารถออกไปได้ทันที ส่งผลให้ลุงpat @patsonicต้องนั่งรอ พอประเมิณเสร็จเรียบร้อยแล้วก็รีบเดินทางเพราะกลัวรถติดไปไม่ทัน พอถึงหน้าเฮาร์เพื่อรับตั๋วหน้าโรง ปรากฏว่า “ไม่มีชื่อ” ยังไงละเนี่ยเสียวว่าจะโดนหลอกแต่ก็ทำการโทรหาพ่ที่ได้รับรางวัล และเจ้าหน้าที่ก็โทรหาทางทีมงาน ก็ได้ความว่า มีชื่อเป็นผู้โชคดีได้รับตั๋วหนังเรื่องนี้จริง แต่ไม่ได้คอนเฟิร์มตั๋ว แต่ก็ยังดีที่เขาให้ตั๋วมาดูไม่งั้นคงจะมาเสียเที่ยว …

แต่ถึงยังไงก็ถือว่าได้ดูฟรีอีกแล้วววววววววเย้ ๆ

ถึง เรื่องนี้เนื้อหาไม่มีอะไรมากหนักตามสไตย์หนังของเฉินหลง ที่เน้นตลาดมากกว่า แต่ก็สามารถดูได้ประกอบกับหนังเีรียกเสียงฮาได้เป็นระยะ ระยะ

หากใครที่ชอบเฉินหลงก็อย่าลืมไปดูกันนะครับ

Jan 23rd by admin

ผมมีโอกาศได้หยิบหนัสือของฟรันคาฟคา เล่มแรกขึ้นมาอ่านเพียงเพราะความทรงจำมันบอกว่าลืมที่จะอ่านหนังสือเล่มนี้ไปแล้วรึยัง เมื่อตอนที่เก็บห้องรับปีใหม่  หนังสือที่หยิบออกมานั้นเป็นเรื่องเล่าของคาฟคาที่บิดเบี้ยวพิกล ตัวละครบางตัวก็แสดงให้เห็นถึงความเพี้ยน ฉากบางฉากมีสภาพแปลกประหลาด แต่เรื่องกลับเล่าด้วยน้ำเสียงเรียบและธรรมดาที่สุดราวกับว่าในชีวิตประจำ วันของเราๆ ท่านๆ ได้พบได้เจอกันโดยคุ้นชินอยู่แล้ว อีกทั้งเขายังเว้นที่ว่างระหว่างเรื่องราว โดยเว้นระยะความต่อเนื่องของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อให้ผู้อ่านเติม จินตนาการเอาเอง

แต่ถึงแม้ผู้อ่านมิได้จินตนาการสานต่อก็สามารถอ่านได้อย่างต่อเนื่อง และเข้าใจความเป็นไปของเหตุการณ์ทั้งหมดของเรื่องได้ รวมทั้งรายละเอียดในเรื่องรูปร่างลักษณะทางกายภาพของตัวละครเขาก็จะบรรยาย เอาไว้อย่างน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้หรือไม่ก็ไม่ได้บรรยายเอาไว้เลย เหล่านี้เป็นสิ่งที่เหนี่ยวนำให้ผู้อ่านคิดตีความไปได้ต่างๆ นานา ตามแต่สิ่งที่ผู้อ่านนึกคิดอยู่

ทั้งนี้ทั้งนั้น งานเขียนและภาษาของเขาก็ยังนับว่าเป็นงานที่อ่านเข้าใจเรื่องราวได้ง่าย แต่ด้วยความที่ผู้อ่านสามารถตีความงานของเขาได้อย่างหลากหลายมากมายนั้นทำ ให้ดูเหมือนว่าเรื่องของเขาเป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจ

ในเรื่องปราสาทและคดีความนี้ คาฟคาเริ่มดำเนินเรื่องทั้งสองขึ้นอย่างฉับพลันในวันธรรมดาๆ วันหนึ่ง แล้วเขาก็ให้มันจบลงอย่างเรื่องที่เกิดขึ้นในวันธรรมดาวันหนึ่งเช่นกัน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างนั้นได้เชื้อเชิญให้ผู้อ่านต้องตีความ จะเป็นด้วยพฤติกรรมบางอย่างของตัวละครบางตัว สถานการณ์ต่างๆ ที่ดำเนินไป ความสงสัยธรรมดาๆ ในใจผู้อ่าน ซึ่งน่าจะมีรายละเอียดให้กับผู้อ่านในบทแรกๆ หรือเป็นสิ่งที่ผู้อ่านหวังจะได้รับรู้เมื่ออ่านถึงหน้าสุดท้าย

แต่คาฟคาก็ไม่ได้ให้อะไรเพิ่มเติมอีกจนเรื่องจบไป หรือจะกล่าวว่า ‘จนเขาหยุดเล่า’ น่าจะถูกต้องมากกว่า เพราะเรื่องเล่าของเขายังดำเนินต่อไปได้ด้วยความมีชีวิตของตัวละครแต่ละตัว ประหนึ่งว่าเขาเป็นผู้ชุบชีวิตตัวละครแต่ละตัวขึ้นมาแล้วจากนั้นก็ให้ปล่อย ให้ตัวละครพวกนั้นมีชีวิตอย่างอิสระและเขาก็มีเพียงหน้าที่บันทึกสิ่งที่ เกิดขึ้นเท่านั้น ไม่ว่าจะเรียกบรรทัดสุดท้ายว่าอย่างไร ความสงสัยต่อเรื่องราวในใจเหล่านั้นของผู้อ่านจะยังคงอยู่

นวนิยายเรื่องปราสาทดำเนินเรื่องด้วยการติดตามความเป็นไปและการตัดสินใจของ คา ผู้ซึ่งพยายามทุกวิถีทางเพื่อเข้าถึงคนของปราสาทผู้จ้างวานเขาในฐานะช่าง รังวัดที่ดิน โดยที่มีอำนาจบางอย่างจากปราสาทคลอบคลุมอยู่ในทุกเหตุการณ์และความนึกคิดของ คาอยู่ คาพยายาม ‘เข้าถึง’ บางสิ่งบางอย่างที่เขาควรจะต้องได้รับ (การได้พบผู้จ้างวานเขา) ทว่าก็เป็นไปด้วยความยากลำบาก

โดย ที่คาต้องพบปะและแวดล้อมด้วยผู้คนในหมู่บ้านซึ่งได้รับอิทธิพลจากปราสาททั้ง ความคิดและการกระทำ แต่คาเองยังไม่เข้าใจถึงพลังอำนาจจากปราสาทเท่าใดนัก

ส่วนเรื่องคดีความเป็นเรื่องของโยเซฟ คาที่จู่ๆ ก็ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีที่กำลังจะมีการไต่สวนและตัดสิน โดยที่เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองกระทำผิดอะไร ทว่าคาก็พยายามทุกวิถีทางเช่นกันที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง โยเซฟ คาพยายามดึงตัวเองให้ ‘หลุดพ้น’ จากข้อกล่าวหาซึ่งก็ไม่รู้ว่าคืออะไร เป็นการหนีให้พ้นจากบางสิ่งบางอย่างที่เข้ามาเคลือบคลุมชีวิตของโยเซฟ คาโดยที่เขาปฏิเสธมันไม่ได้เลย

ถ้าหากตีความไปว่า โยเซฟ คา เป็นผู้ถูกลิดรอนสิทธิเสรีภาพเพราะเขาถูกจับกุมในฐานะเป็นผู้ต้องหาแล้ว คา ก็คงเป็นผู้เรียกร้องสิทธิที่พึงมีพึงได้ให้ตนเอง ตลอดเรื่องราวของนวนิยายทั้งสองผู้อ่านก็จะเห็นว่าพื้นที่สิทธิเสรีภาพของ ตัวละครทั้งสองมีอยู่อย่างจำกัดเพียงใด ให้ฉุกคิดถึงพื้นที่ของสิทธิเสรีภาพของสังคมประชาธิปไตยของเราทุกวันนี้ที่ ถูกลิดรอนไปโดยผู้คนแวดล้อมเราแทนที่ศูนย์อำนาจยิ่งใหญ่ที่เห็นได้ชัดเสีย อีก (ในอดีตนั้นรัฐบาลเป็นศูนย์อำนาจอันทรงอิทธิพลอย่างยิ่ง) หรือผู้คนเหล่านั้นอาจได้รับอิทธิพลของอำนาจบางอย่างอยู่เบื้องหลังเหมือน อย่างที่ผู้คนในหมู่บ้านได้รับอิทธิพลจากปราสาทก็เป็นได้

สุดท้ายนี้ผมต้องขอขอบคุณ  คุณลุง มักซ์ โบรท ที่ไม่เผาต้นฉบับหนังสือเล่านี้เสียตามคำขอก่อนตายองคาฟคา และทำให้เราได้อ่านหนังสือดี ๆ อีก1เล่ม

Jan 13th by admin

หลังจากโชคดีได้รับบัตรฟรีอีกแล้วที่จะได้ไปดูหนังไตยภาคอย่าง20thboys ผมเลยออกอาการระริกระรี้เล็กน้อยนัดแนะพี่ @patsonic และ@suton เรียบร้อยแล้วว่าจะเดินทางไปพร้อมแต่มีเหตุขัดข้องบ้างประการทำให้ไปไม่พร้อมกันเนื่องจาก@sutonเกิดอยากกินข้าวก่อนเข้าโรงแล้วต้องมานั่งกินก๋วยเตี๋ยวกันก่อนปล่อยให้พี่@patsonicเดินทางล่วงหน้าไปก่อน

หลังจากภาคที่แล้วมีการบอกแล้วว่าเคนจิยังมีชีวิตจากตอนท้ายของภาค2และเพลงในตำนานที่คิดเองว่าทำนองมันเป็นยังไง พอเริ่มเรื่องก็ราย2ภาคก่อนหน้าให้คนที่พึ่งเคยดูบางท่านรู้เรื่องแต่สำหรับผมก็รู้สึกดีกับมันนะเพราะว่าจะได้ทบทวนความทรงจำเหมือนกัน

แต่อย่างที่ในโฆษณาไว้ก่อนฉายแล้วว่าตอนจบไม่เหมือนในการ์ตูนทำให้เราเตรียมใจไว้ล่วงหน้าก่อน แต่ยังขำกับตนที่คันนะพูดภาษาไทย ฟังกี่ทีก็อ้อแอ้ังไม่รู้เรื่องแต่ก็น่ารักดี เหล่าบรรดาตัวประกอบทั้งหลายก็น่ารักมาก ไม่ว่าน้องแว่นฟันกระต่ายที่ช่วยโอตโจะ รึว่าบรรดาสาว ๆ ในหมู่บ้านนอกกำแพงเมืองโตเกียว ดูไปพลางสงสัยไปว่าหมู่บ้านนอกกำแพงมันเป็นโรงถ่ายหนังAVคศ.2015รึเปล่าทำไมสาว ๆ ที่นั้นมันถึงได้ …….เก็บไปดูต่อกันในโรงนะแล้วจะคิดเหมือนผม

ฉากสุดท้าย คงเป็นฉากที่ใครหลายคนชอบมากๆ เพลงที่เรารู้จักมานาน จะอยู่ในฉากนี้ แต่ไม่เท่านั้น เพราะยังมีเรื่องให้เล่าต่ออีก อย่าเพิ่งลุกออกจากโรง

หลังหนังจบพกเราก็เดินทางกลับบ้านอยางมีความสุข พร้อมกับเสียงฮัม กูเตรารา ซือเตรารา เบาๆในคอ

ขอบคุณkapookที่จัดโอกาศดีๆให้พวกเราได้ดูอีกครั้งและขอบคุณคุณแม่@OaddybeinG ที่คอยช่วยเหลือขอบคุณมาก ๆครับ

Jan 09th by admin

นี้เป็นหนังสืออีกเล่มหึ่งที่ผมอยากอ่านมานานมากตั้งแต่เมื่อตอนที่อยู่ที่เชียงใหม่ มีพี่ ๆ นักอ่านหลายท่านแนะนำอีกทั้งบอกให้ทดลองอ่านหนังสือเล่มนี้ดู แต่จนแล้วจนรอดกว่าจะได้หนังสือเล่มนี้มาเก็บไว้ก็ผ่านไปนานเป็นปีที่เดียว  The Old Man and the Sea หรือ เฒ่าผจญทะเล เป็นภาพยนตร์ที่ถูกสร้างขึ้น จากอมตะนิยายเรื่องยิ่งใหญ่ ของนักเขียนชาวอเมริกันชื่อดัง เออร์เนสต์ เฮมมิ่งเวย์ หนังสือเล่มต่างๆ ของเขา ถูกแปลเผยแพร่เป็นภาษาต่างๆ กว่า 100 ภาษา มีการนำไปสอนในชั้นเรียนให้กับเด็กนับล้านๆ คนทั่วโลก และยังคงขายได้อย่างสม่ำเสมอ จนกระทั่งทุกวันนี้

วรรณกรรมเรื่องนี้เป็นเรื่องราวของชายประมงชาวคิวบาชื่อ ซานติเอโก ชายเฒ่าผู้เป็นไม้ใกล้ฝั่งที่กำลังสิ้นหวังหลังจากจับปลาไม่ได้มาหลายเดือน ทุกครั้งแกจะมีเด็กน้อยชื่อมาโนลินติดตามไปแต่พ่อแม่ของมาโนลินไม่ชอบจะพอใจที่เด็กชายคนนี้จะมาช่วยเฒ่าซานติอาโกเนื่องจากต้องการให้เด็กน้อยมาโนลินไปทำงานในเรือที่ทำแล้วได้เงินมากกว่า ชายกที่เคยคิดว่าโชคชะตาได้ทอดทิ้งเขาไปแล้วแต่สิ่งหนึ่งหนึ่งที่เขายังเชื่ออยู่นั้นก็คือแกอาจจะมีโชคอีกสักครั้งในวันรุ่งขึ้นทำให้ทุกเช้าแกจึงออกเรืออีกครั้งเพื่อพิสูจน์ตนเอง ระหว่างที่กำลังนั่งรอด้วยความสิ้นหวังปลาโทงเทง (Marlin) ขนาดใหญ่ ก็มากินเบ็ดแก แกต้องทุ่มเทกำลังทั้งหมดทั้งตัวและหัวใจในการต่อสู้ ในระหว่างที่สู้กับปลาอยู่หลายวันผลัดกันดึงผลัดกันลาก ต่างฝ่ายต่างต่อสู้กันด้วยชีวิต แกก็ได้เรียนรู้ชีวิตและได้มองเห็นคุณค่า ความหมายและความงดงามของชีวิต ก่อนจะกลับคืนสู่ฝั่งอีกครั้ง

Jan 03rd by admin

ผมได้หยิบหนังสือเก่าอ่านค้างเมื่อหลายปีก่อนออกมาละเลียดอ่านอีกครั้ง อย่างตั้งใจว่าเมื่อครั้งที่ที่ผมเริ่มหลงไหลไปกับวัตถุนิยมเมื่อไรผมจะหยิบหนังสือเล่มนี้มาอ่านหนังสือนี้มีชื่อเรียกสั้น ๆ ว่า วอลเดน โดยผู้แต่งที่ชื่อเฮนรี่ เดวิดฃล ธอโร นักแต่งชาวอเมริกา วอลเดน เป็นบันทึกเรื่องราวและรายละเอียดการใช้ชีวิตของทอโรในช่วงเวลาที่เขาอาศัย อยู่ที่กระท่อมที่สร้างขึ้นด้วยตัวเองบริเวณชายป่าชานเมืองริมสระน้ำวอลเดน ซึ่งเป็นที่ดินของ ราล์ฟ วอลโด เอเมอร์สัน กวีผู้มีชื่อเสียง เพื่อนของทอโร ในเมืองคองคอร์ด รัฐแมสซาชูเซตส์ ทอโรไม่ได้มีจุดประสงค์ในการใช้ชีวิตอย่างสันโดษ เขาได้ต้อนรับผู้มาเยือนและออกไปเยี่ยมผู้อื่น และอยู่ไม่ไกลจากบ้านของครอบครัว สิ่งที่เขาหวังคือการทำความเข้าใจชีวิตอย่างเป็นรูปธรรม การใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายและไม่ฟุ่มเฟือยก็เป็นสิ่งที่เขาต้องการด้วยเช่นกัน

วอลเดนอาจจะเป็นเพียงแค่หนังสือธรรมดาทั่วไป หากคนที่อ่านหยิบมันขึ้นมาแล้วโยนทิ้งมันลงบนชั้นหนังสือ แม้เนื้อหาของวอลเดนจะดีเพียงใด  วอลเดนไม่เพียงจะสร้างแรงกระตุ้นในหัวผมเพียงคนเดียวเท่านั้นแตายังคงสร้างแรงบรรดาลใจให้กับนักคิด คนสำคัญของอินเดีย อย่างคานที

วอลเดนเป็นหนังสือที่พูดถึงความเรียบง่ายของชีวิตมนุษย์ที่อิงแอบแนบชิดกับธรรมชาติ และการกลับไปหาคุณค่าดังเดิมของการใช้กับธรรมชาติ ตลอด400กว่าหน้าของหนังสือเล่มนี้ ธอโร ได้พูดถึงการกลับไปรียนรู้ที่จะอยู่กับธรรมชาติ การเคารพในก้อนกรวด ท้องน้ำ พื้นฟ้า คุณคู่ผู้สอนการใช้ชีวิตของเราแนบชิดกับธรรมชาติ อยู่กับธรรมชาติอย่างเป็นหนึ่งเดียวกัน

จากบ้างตอนของหนังสือเล่มนี้

“…มนุษย์คือสัตว์สังคม คือเผ่าพันธุ์แห่งการเอาเยี่ยงอย่าง และ ลอกเลียนแบบ
มนุษย์มักรู้สึกกลัวที่ไม่ได้เป็นเหมือนคนอื่น
ทว่ามีเพียงน้อยคนเท่านั้นที่จะสามารถเอาชนะความกลัวภายในตนเอง
กล้าที่จะหลุดพ้นออกไปจากกรอบอันเท็จเทียมของสังคม
และพบกฎเบื้องสูงภายในตัวเอง
จนสามารถฟังเสียงแห่งมโนธรรมเบื้องสูงนั้น
มีเพียงจิตใจอันสูงส่งบางดวงเท่านั้นที่สามารถ
และคนเช่นนี้เอง ย่อมกลายเป็นคนแปลกหน้าของเพื่อนมนุษย์
เป็นแกะดำในสังคมแกะขาว
จงซื่อสัตย์กับความรู้สึกของหัวใจตัวเอง…”

Dec 12th by admin

อะโหล ๆ แฮ่ม ๆ พึ่งเขข้ามาปัดหยากไย่ แมงมุมที่เกาะตามมุมblog ใครที่หลงเข้ามาแล้วอย่าลืมหาผ้ามาอุดจมูกนะครับ  เหตุที่ช่วงนี้ห่างหายจากการเขียน blog ไปบ้างก็เพราะกำลังงานเยอะอีกทั้งหนังสือเล่มที่อ่านของ ฮัมมิงเว และ เดวิด ธอโลมอยู่ครับ

เมื่อเสารื อาทิตย์ที่ผ่านมาบริษัทผมไปสัมมนาต่างจังหวัดมาครับ ไปที่ระยอง แต่ผมไม่ได้ไปเพราะสาเหตุเนื่องมาจากนัดหมอฟันเอาไว้ ว่าจะไปดูฟันกรามที่คุดจะทำยังไงต่อไป แล้ววางแผการดันฟันหาคิวดันฟันต่อดีไหม หมดเวลาทั้งสิ้น 10 นาที เหอ ๆ นึกว่าจะนานกว่านี้สะอีก ช่วงที่กำลังจะกลับบ้านน้องโอม @ohmrefresh โทรมาถามพี่อยู่ไหนแล้ว ยังยืนงงประมาณ 2 วิ เหมือนโดน stun ของ Chaos Knight ก่อนที่จะตามอะไรที่มันปล่อยไก่มากไปกว่านี้ รีบชิงถามมันก่อนว่าอยู่ที่ไหน นั้นแน่โชคดีที่บอกว่าอยู่งาน thinkcamp แล้วให้ผมรีบตามไป แน่นอนความรีบของผมกลัวไปไม่ทันต้องกระโดดขึ้นสาย ซิ่งจากลาดพร้าวถึงตึก SM ผ่านในเวลาไม่ถึง15นาที ด้วยความแน่ใจ เดินขึ้นไปเลยครับ ชั้น 17 หลงทางเสียเวลาด้วยความอับอายรีบขึ้นลิฟท์ต่อ นึกว่าจะมีคนน่าแตกคนเีดียว @nytonkla เรารู้นะว่าคุณก็จำชั้นผิด 5555

เข้าไปว่าประมาณงง นี้กรูทำไมที่นี้ครับ ที่นี้คืออะไร มีปูดาเปส เอย บรูดาเบส ไอ้แก็ง 3 สีด้วย มารุ้ตอนหลังครับว่าเป็นน้องจาก YWC ปีนี้มาโชว์ผมงาน ผมได้เข้าไปฟัง ๆ openhat ของน้อง@aircoolsa สนุกดีครับถึงแม้จะไม่รู้เรื่องเท่าไรนัก น้องพูดเอาฮา เลย ฟังเรื่อย ๆ ไปฟังของแก็งสามสี หันไปหันมาเสร็จงานสะแล้ว พึ่งได้กินกาแฟเอง ฮือ ๆ ช่างมันเหอะครับสนุกดีและก็ดีใจที่ได้มางานนี้ครับ ก่อนกลับบ้านได้รางวัลเป็นเสื้อ wordcampbkk2009  สีชมพูมา1ตัว วิ้ว ๆ ดีใจ

วันอาทิตย์ วันแห่งการพักผ่อน การได้ตื่นสายแล้วไม่โดนหักตังเป็นลาบอันอร่อย เอยเป็นลาภอันประเสริฐ หมุนตัวตีหลังกาเกรียวใต้ผ้าห่ม แล้วเราก็ พี่อยู่ไหนเนี่ยงานเริ่มแล้วนะพี่ บลา บลา บลา อ๋อ น้อง@ohmrefresh ครับงานมันเริ่มบ่ายไม่ใช่เหรอครับ เอ้ารีบไปตามคำขอ  รีบเดินทางด้วย สาย 8 อีกแล้วช่างเป็นรถเมล์ที่วิ่งเร็ว อิ๊บหาย แวบเดียว 20 นืทีเราก็มาถึงม. ศรีปทุม บางเขน(เกือบหลงมา sm แต่มีคนบอกก่อนว่าอยู่บางเขน) ความหื่นไม่เคยปราณีใครทันทีที่ถึงหน้ามหลวิทยาลัย ราวกับฉลามได้กลิ่นเลือดสาว (ไม่ใช่เลือดประจำเดือน นะจ๊ะ – -!) เดินตัวปลิวตามน้องนศ. ตรงไปที่จัดงาน (barcamp) เดินตามน้องนิเทศไป สะงั้น น้องออกจากลิฟไปแล้ว (เสียดายความขาว เอย สาว เอย สวย เออ พอก่อน #หื่น ) กดลิฟถึงฉัน 12 ภาพผู้คนเดินเป็นร้อยจะปรากฏต่อสายตาเราแล้ว ตื่นเต้น พอลิฟเปิดออก ไฟปิด มืดสนิท เดินลงมาชั้น 10 อุยไม่มีห้องสัมมนา มีแต่ขาขาว ๆ ของสาวบัญชี กำเดาทะลัก วันอาทิต นะน้องนะนุ่งทรงAมาเรียนกันทำไมเหรอจ๊ะ  ตัดกิเลศก่อนจะโดนยามมาไล่ รับวิ่งไปชั้น 10 อันแน่ มะมีคน – -! นี้กรูหลงทางอีกแล้วชิมิ

นั่งงง นิส ๆ กว่าnotebook ขึ้นมาดู เจอ@ohmrefresh เฮอ เจอห้องแล้ว รีบวิ่งไปด้วยความเร็ว 38 เซ็นติเมตรต่อชั่วโมง เหมือนใครเอาโครมมาป้ายรองเท้า เป้าหมายสายตา คือน้องนักศึกษาอีกแล้ว กระโปรงทรงA จงเจริญ ชาบู ชาบู หากสถานการย์เป็นเยี่ยงนี้เห็นที่จะไปไม่ถึงงานกลั้นใจวิ่งไปให้เร็ว ๆ ๆ ๆ ๆ ปิ้ง ชั้น6 รับออกมาเจอ @iTha @dearannie และ บลา ๆ ลงชื่อ รับเสื้อขโมยสติกเกอร์ วิ่งเข้างาน {@dearannie น่ารักมากโฮก}  ว่าแล้วเข้างานอย่างเขิลอาย นั่งฟังใจจดจ่อมากเจอ คุณแม่โอต @Oaddybeing แม่น้องอิ๊ม อิ่ม แก้มยุ้ย ทักทายกันตามประสา ก่อนจะแยกย้ายกันทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป

โดยร่วมงานสนุกมากครับ ช่วง Inspiration Showcase : Talk about your blog สนุกดีครับ ชอบมากโดยเฉพาะเจ้าของ blog ladyvisa ตกอยู่ในชั่วโมงต้องมนต์อีกครั้ง งานนี้ผมแอบ ๆ ทวิตแววคนทั้งงาน 5555 แต่ไม่ได้เข้าไปคุยกับใครเหมือนโจรใต้ยังไงไม่รู้ จนพี่ Y @Yliberlyhub ต้องเดินมาทั้งพร้อมกับ @kajeaw เจ้าของblog 108 เข้ามาทักทาย แอบแซวสาวหมวกแดง @nicheme แอบทักลุง แพท @patsonic คุณทราย @maeyingsine เฮอ ๆ สนุกสนาน เข้าไปทักพี่ปองพอเป็นพิธี 2-3 คำ พึ่งรู้ว่าพี่ปอง @jakrapong บินมางานแต่งเพื่อนแล้วแวะมาที่งาน พี่ปองครับ พี่อ้วนแล้วนะครับ @gootum ไม่เว้นแม้แต่ว่าที่เจ้าบ่าวเจ้าสาว @imenn

ตลอดทั้งวันงานสนุกสนานมากแต่ไม่ได้ร่วมmeeting กับทุกท่านเนื่องจากต้องรีบกลับมาเก็บผ้าก่อน หวังไว้ปีหน้าถ้ามีโอกาศจะไปร่วมอีกครับ ขอบคุณทุกคนที่ออกมามอบสิ่งดี ๆ ให้กันละกัน

Nov 18th by admin

เย็น ๆ วนที่ฝนตกแบบนี้ การได้นั่งทานกาแฟกับอ่านหนังสือ ค่อยสมกับเป็นวันพักผ่อนจริง ๆ หันไปที่ตู้หนังสือหยิบหนังสือเก่าเล่มหนึ่งที่เคยอ่านเมื่อ 3 ปีที่แล้วมาอ่านซ้ำอีกรอบ หนังสือ เล่มนี้คือแต่น แต้น ไม่มีโทรศัพท์และเครื่องปรับอากาศ ของคุณ วรพจน์ พันธุ์พงศ์ กับ23 เรื่องที่ผ่านปลายปากกาของนักสัมภาษย์มือหนึ่งของเมืองไทย

‘เรื่องของคน’ เป็นหัวข้อให้นักคิดนักเขียนหลายท่านต่างได้ถ่ายทอดเป็นเรื่องราวมากมาย โดยเฉพาะด้านที่เป็นความคิดแต่ใครจะเขียนมันออกมาเป็นตัวอักษรได้อย่างครบ ถ้วนกระบวนความอย่างที่ใจคิดบ้าง ยิ่ง ความรู้สึกของคนก็ยิ่งถ่ายทอดออกมาได้ยากเท่าๆ กับที่มันซับซ้อน และถึงแม้ว่าจะเคยสัมผัสอารมณ์นั้นด้วยตัวเอง ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีความสามารถถ่ายทอดอารมณ์เหล่านั้นออกมาได้เหมือนอย่างที่รู้สึก  นั่นเป็นเหตุผลว่า ทำไมจึงมีหนังสือของคุณ วรพจน์ที่ถ่ายทอด ความคิดและอารมณ์ของคน ออกมาให้เรารู้สึกเข้าใจลึกถึงความคิดของคนเหล่านั้น

เงินตรา เศรษฐกิจ รัฐบาล กฎหมาย เทคโนโลยี ฯลฯ ถูกกลั่นกรองและสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อให้คนอยู่ร่วมกันได้อย่างสุข สงบ และสะดวกสบาย แต่เหล่านั้นกลับทำให้ความคิดและความรู้สึกของเรายิ่งซับซ้อนขึ้น มีเงื่อนไขในการใช้ชีวิตมากขึ้นจนบางครั้งก็ทำให้เราสับสน ว่าจะต้องเชื่อระบบที่เราสร้างขึ้นหรือเชื่อสิ่งที่อยู่ภายในตัวเรา และก็หลายครั้งที่แม้แต่เราเองก็ยังไม่เข้าใจสิ่งที่อยู่ภายในที่เรียกว่า ‘จิตใจ’ เลย

คน ปล่อยตัวและใจไปตามกระแสที่ผันแปรตลอดเวลา หากเราได้นิ่งคิด และนึกถึงสิ่งเป็นพื้นฐานของคนจริงๆ ก็ไม่น่ายากเกินความเป็นคน เพื่อจะทำความเข้าใจตัวตนที่ตัวเองเป็น

ผม คิดว่าวรพจน์เองก็ไม่ได้เข้าใจความเป็นคนได้ดีไปกว่าคนอื่นสักเท่าไร แต่ความสามารถในการถ่ายทอดออกมานั้นทำได้ดีกว่าคนอื่นๆ ทำให้ผู้ที่อ่านงานของเขาสามารถเข้าใจสิ่งที่เขาจะสื่อสารได้มากขึ้น

ในผลงานรวมเล่มชิ้นนี้ส่วนใหญ่เขาเขียนจากชีวิตที่เขาดำเนินไปตามธรรมชาติ ไม่ได้ดั้นด้นเดินทางไปสัมภาษณ์ชีวิตใครอย่างตั้งใจ เป็นชีวิตประจำวันที่ไม่ได้แตกต่างจากชีวิตชนชั้นกลางทั่วๆ ไปที่ถิ่นอาศัยอยู่ในเมืองและมีโอกาสได้ไปต่างจังหวัดบ้างเป็นบางครั้ง ชีวิตส่วนใหญ่จึงวนเวียนอยู่ระหว่างบ้าน ที่ทำงาน ท้องถนน การจราจรติดขัด อุบัติเหตุกลางถนน ฯลฯ

วรพจน์ สามารถดึงความคิดและความรู้สึกต่อสิ่งรอบตัวของเขาออกมาแล้วสะท้อนกลับไปยัง ผู้อ่านได้อย่างทรงพลัง บางครั้งที่ผมอ่านงานของเขา ก็ลืมไปเหมือนกันว่าเป็นเขาที่พาความคิดของผมมาไกลถึงตรงนี้ ทั้งที่เรื่องที่กำลังบอกเล่านั้นก็เป็นเรื่องของเขาทั้งสิ้น

นอก จากเขามีทักษะในการดึงตัวตนของคนที่เขาสัมภาษณ์แล้ว ถ่ายทอดเป็นบทสัมภาษณ์ที่คมความคิด เขายังสามารถดึงความเป็นตัวตนของผู้อ่านผ่านทางความเรียงได้อีกเช่นเดียวกัน

ทำให้ผมเข้าใจตัวเองอยู่ข้อหนึ่งว่า แท้จริงแล้วชีวิตเราไม่ได้ต้องการอะไรไปมากกว่าความสุขที่แท้จริงจากภายใน

และการจะไปถึงจุดนั้นไม่จำเป็นต้องใช้โทรศัพท์ เครื่องปรับอากาศ ฯลฯ เลย

Oct 25th by admin

เมื่อครั้งผมได้ทำงานที่ บริษัท ณ บ้านวรรณกรรม ผมได้พูดได้คุยกับพี่ ผาด หรือคุณวิษณุฉัตร วิเศษสุพรรณภูมิ ซึ่งตอนนั้นพี่ผาดได้นพต้นฉบับหนังสือแปลเล่มแรกของแกมาส่ง เสียดายที่ตอนนั้นผมไม่ได้มีโอกาสที่จะได้ตรวจต้นฉบับหนังสือเล่มนั้นหลังจากนั้น หลังได้พูดคุยกับพี่ผาด พี่ผาดบอกว่าหนังสือเล่มนี้ค่อย ๆ โด่งดังจากปากต่อปากไม่นานจนการเป็น best seller ถึง 50 สัปดาห์ที่อเมริกา หลังจากหนังสือแปลเล่มแรกที่แกแปลได้ถูกวางแผงผมก็ได้ชื้อมาเก็บเอาไว้แต่ ไม่ได้อ่าน เพราะพี่คนหนึ่งได้ยืมไปอ่านแล้วทำหายระหว่างที่ไปพักที่โรงแรม และเมื่อผมได้เจอหนังสือเล่มนี้อีกครั้งแล้วได้หยิบติดมือมาอีกครั้ง ต้องบอกว่าหนังสือเล่มนี้ทำผมนั่งนิ่ง ๆ ติดห้องอ่านจนจบ

เด็กเก็บว่าว หรือ The Kite Runner นำ เสนอผ่านตัวละคร 2 ตัว คือ “อาเมียร์” และ “ฮัสซาน” สองหนูน้อยในเมืองคาบูล ที่มีแม่นมคนเดียวกันและอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน  แต่ครั้นเติบใหญ่ ฐานะความเป็นอยู่ของทั้งคู่กลับต่างกันลิบลับ อาเมียร์กลายเป็นผู้มีอันจะกิน ขณะที่ฮัสซานเป็นเพียงแค่ลูกบ่าวชาวฮาซาราที่ถูกเย้ยหยัน ชีวิตที่ต่างกันคนละขั้วโลกของ อาเมียร์ และ ฮัสซาน ดำเนินไปพร้อมกับประวัติศาสตร์และฉากหลังของสงครามในอัฟกานิสถาน ก่อนการล่มสลายของกรุงคาบูล เมืองหลวง เรื่องราวของทั้งคู่ถูกถ่าย ทอดภาพผ่านวัฒนธรรมและความรันทดของผู้คนในผืนแผ่นดินที่ร้อนระอุจากการทำลาย และภาพของสงครามโดยน้ำมือมนุษย์ด้วยกันเองอย่างงดงาม ฉากหน้าของสงครามโซเวียดบุกอาฟกานิสถาน และการเถลิงอำนาจของกลุ่มตาลีบันนั้น ยังมีภาพแห่งมิตรภาพ การหักหลัง การไถ่บาป และความซื่อสัตย์ของเด็กชายสองคนแห่งเมืองคาบูลปรากฏย้ำด้านมืดของมนุษย์ให้ เห็นอยู่ แม้ว่า อาเมียร์ คือบุตรชายของผู้มีอันจะกิน แต่ฮัสซาน คือลูกบ่าวชาวฮาซาราที่น่าเย้ยหยันด้วยหน้าตาและชาติกำเนิด ต่างเพียงแต่ว่าความน่าเย้ยหยันที่ปรากฏเป็นร่างของฮัสซานมิอาจลดคุณค่าความ ซื่อสัตย์แห่งความเป็นเพื่อนและความเป็นบ่าวที่เขามีต่ออาเมียร์ได้ ขณะที่ความมั่งคั่งของอาเมียร์กลับบิดเบือนคุณค่าแห่งความสัตย์ซื่อนั้นด้วย การเพิกเฉย ปล่อยให้ฮัสซานเผชิญกับการถูกรังแกจากกลุ่มอันธพาลที่รุมข่มขืน พร้อมทั้งหยิบยื่นความผิดในฐานะขโมยให้กับฮัสซานกระทั่งถูกไล่ออกจากบ้านของ ตนไปทั้งพ่อและลูก

<iframe src=”http://rcm.amazon.com/e/cm?t=basebasefootware-20&o=1&p=8&l=as1&asins=1594480001&fc1=000000&IS2=1&lt1=_blank&m=amazon&lc1=0000FF&bc1=000000&bg1=FFFFFF&f=ifr” style=”width:120px;height:240px;” scrolling=”no” marginwidth=”0″ marginheight=”0″ frameborder=”0″></iframe>

และเมื่อความจริงบ้างอย่างที่ถูกปกปิดถูกเปิดเผย มิตรภาพวัยเยาว์และการไถ่บาปจึงดำเนินขึ้นแม้ว่าวันเวลาจะล่วงเลยจนไม่อาจจะทำให้บาปนั้นลบหายไปจากจิตใจ  นั่นคือมุมมืดของมนุษย์ที่ ฮาเหล็ด โฮเซนี นักเขียนชาวอัฟกัน-อเมริกัน บรรจงใส่ไว้ในงานชิ้นเอกชิ้นนี้ของเขา ซึ่งกรีดเซาะทุกอารมณ์และความรู้สึกของมนุษย์ได้อย่างแยบยล ว่าที่สุดแล้วมุมมืดนั้นมีหวังที่ได้รับการไถ่ถอนออกไปจากจิตใจมนุษย์ได้ อย่างไร หากมนุษย์ผู้หนึ่งเรียนรู้ว่าเคยมีมันอยู่ภายในตัวของตนเอง

Oct 04th by admin

บังเอิญผมได้พูดคุยกันเรื่องนี้บนTwitter กับ@riverstar แล้วขออนุญ่ติเอามาพูดคุยบนblog เรื่องเศรษฐกิจเพียงพอสักเล็กน้อยครับก็เลยยกเอาที่ผมคุยมาเล่าสู่กันฟังนะครับ

ในความคิดผม ผมมางว่าคุณดาวมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนในส่วนของ ศก.พอเพียง นะครับ
ความจริงแล้วเนี่ย ศก. พอเพีงแนะตอนนี้กำลังได้รับความนิยมในประเทศแทบยุโรปเป็นอย่างมาก
เพราะสามารถเอามาประยุกดิ์ใช้ได้กับคนทุกฐานะครับ ทำไมผมถึงบอกอย่างนี้ ขอพูดถึงแนวความคิดนี้ก่อนนะครับ

…การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือ ความพอมีพอกิน พอใช้ก่อน โดยใช้วิธีการและใช้อุปกรณ์ที่ประหยัด
แต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อได้พื้นฐานมั่นคงพร้อมพอควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานะเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป <<นั้นหมายถึงในระดับครอบครัว หรือคนทุกคน สิ่งแรกที่จำเป็นต้องทำคือ ทำยังไงก็ได้ให้ตัวเองมีกิน มีใช้ให้เพียงพอ  และเมื่อมีพอแล้วให้รู้จักเก็บเมื่อเก็บแล้วต้องเอามาลงทุน หากมุ่งแต่จะยกเศรษฐกิจขึ้นให้รวดเร็วแต่ประการเดียว โดยไม่ให้แผนปฏิบัติการสัมพันธ์กับสภาวะของประเทศและของประชาชนโดยสอดคล้อง ก็จะเกิดความไม่สมดุลในเรื่องต่าง ๆ ขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นความยุ่งยากล้มเหลวได้ในที่สุด…

สรุปง่าย ๆ คือ เศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่เพียงการประหยัด แต่เป็นการดำเนินชีวิตอย่างสมดุลและยั่งยืนครับ

ขอไล่ที่ถามมาเนอะ พิมพ์มากชักง่วง อิอิ
ถ้างั้นทำไมคนที่เชื่อ ศก.พอเพียงถึงมีทัศนคติที่แย่ต่อโครงการแบบกองทุนหมู่บ้าน?

จริงเหรอ ไม่จริงหรอกครับเขาไม่ได้รู้สึกแย่หรอกนะ กองทุนหมู่บ้านดีไหม ผมตอบว่ามันเป็นโครงการที่ดีมาก โคตรพ่อ โคตรแม่ ดีมากเลยที่เดียว แต่ทำไมคนถึงมองไม่ดีละ น่าคิดใช่ไหมละ อะอ่านแล้วอย่าทำหน้างง ที่คนไม่ชอบเพราะ โครงการนี้ มันเป็นหนี้ชุมชนนะครับ ไม่ใช้เงินให้เปล่า >>ความจริงมันก็ให้เปล่านั้นแหละแต่นักการเมืองพูดไม่ได้เพราะเดี่ยวจะกลายเป็นการให้เงินซื้อเสียง /// ที่นี้แนะคุณคิดว่าเมืองไทยมีกีหมู่บ้านครับ ประเทศไทยเรามีหมู่บ้าน 69307 x 1,000,000 บาท โอ้ มูลค่ามันน้อยนิดมากเลยนะ ที่ผมบอกว่ามันเป็นโครงการที่ดีเพราะมันช่วยให้หมู่บ้านที่เขามีความพร้อมได้มีเงินทุนเอามาพัฒนาสินค้าของเขา เราก็เลยมีสอนค้าotopแค่69307ล้านชิ้น
แล้วคุณเห็นสินค้าที่เอาออกมาสิครับ มันเป็นอย่างไร มันเหมือนเงินที่สูญเปล่า แทนที่รัฐเลือกหมู่บ้านที่เข้มแข็งจริง ๆ มีความพอเสนอโครงการเข้ามาแล้วรัฐปล่อยกู้ ชุมชนก็จะมีทุนในการอาชีพของเขา แล้วเอาเงินที่เหลือเนี่ยไปสร้างสิ่งอื่นที่จะช่วยให้พื้นฐาน
อาชีพเขาดีกว่าใช่ไหมครับดีกว่าเอาเงินไปลงอบต. ก็เอาไปปล่อยกู้เหมือนหมู่บ้านและอีกหลาย ๆ หมู่บ้านใกล้เคียง คุณรู้บ้างรึเปล่าว่าเขากู้เอาเงินไปทำอะไร เขากู้มาชื้อมอไซต์ให้ลูกมาแว้น ชื้อเหล้ามาเมา นี้คือพื้นฐานของคนไทยจริง ๆ ไม่ใช่ทฤษฏีในอากาศที่ฝันกันนี้คือสิ่งที่คนในชอบเรื่อง ศก.พอเพียงเห็นและไม่ชอบครับ นี้ในแง่ของโครงการนะครับ แต่กับชุมชนที่มีทิศทางมีผู้นำที่ดีเราก็จะเห็นผลิตภัณฑ์ที่ดี แต่เท่าที่ทราบotop ที่ได้5ดาวส่วนใหญ่เขาทำเป็นอาชีพอยู่แล้วเพียงแค่งบเข้าไปช่วยให้เขามีชื่อขึ้นมาหน่อยไม่ได้สร้างอาชีพให้เขาเท่าไร

ถ้าถามเรา ถ้ามองแค่มิติเรื่องของศก. เรื่องของเงิน ศก.พอเพียงอาจจะเหมาะที่จะเอามาใช้กับลูกจ้าง แต่ไม่ใช่กับศก.ทั้งหมด?
ในเรื่องของมิติการเงินผมไมรู้เรื่องเท่าไร  5555   แต่ก็พอจะเข้าใจว่าแนวคิดแบบนี้ไม่เหมาะจะเอามาใช้ใช่ไหมครับ คิดอะไรแบบนั้นครับ  อะผมขอถามกลับนะครับ  ถ้าเจ้าของบริษัทเอาแต่กู้มาลงทุนแล้วเจ๊งอยากที่ผมอ่าน ๆ ดูที่คุณโต้ตอบกับ@ifew นะ ถ้าบริษัทคุณเจ๋ง ได้กำไร ศก. มันก็ดีไปหมดทุกอย่าง แต่ถ้าคุณเจ๊งนั้นละปัญหา ไม่ต้องดูอะไรมากดูที่วิกฤษแฮมเบอร์เกอพอ สาเหตุมาจากอะไร เพราะคนเอาแต่กู้เงินมาชื้อบ้าน ทำเรื่องอสังหาหนักเข้า ทำงานมาไม่มีเงินกิน ของก็ชื้อน้อยขึ้น เพราะต้องเอาเงินไปผ่อนบ้าน สุดท้ายกก็เห็นปัญหาที่ลุกลามทั่วโลกนี้ใช่ไหมครับ หวังว่าคุณคงฉลาดพอที่จะเห็นภาพนะครับว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างแต่ไม่ได้หมายความว่าลูกจ้างเท่านั้นที่จะใช้ ผมว่าเอาไปใช้ได้ทั้งนายจ้างและลูกจ้างครับ

ถึงได้ถาม @ifew ไปค่ะว่า ถ้าลงทุนด้วยเงินออมต้องเก็บเงินนานเท่าไหร่ ขายไข่ไก่กันกี่รุ่น?
ต้องนี้ผมว่าคุณอาจจะมีความเข้าใจมั่วในเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียงกับเกษตรทฤษฏีใหม่รึเปล่า คนไทยมันไม่ได้ขายแต่สินค้าทางเกษตรกันทุกคนนะครับ อิอิ ถึงขายไข่ก็จิงเรามามองกันแบบชาวบ้าน ๆ เนอะ

คุณมีไก่ 200 ตัวไข่วันละ 150 ฟอง ๆ ละ 1.50 วันหนึ่งคุณจะมีเงินวันละ 255 บาท เดือนละ 7650 แบ่งเงินคุณไปสิครับว่าคุณใช้ไปเท่าไร เอาง่าย ๆ รวมจิปาทะคุณหมดไปเดือนละ6000 คุณจะเหลือเงินคุณทุกเดือน เดืออนละ1650บาทแทนที่คุณจะเอาเงินพวกนี้ไปใช้ผิด ๆ กินเเหล้าเมายา แต่แนวความคิดศก.พอเพียงจะสอนให้คุณเก็บ 1 ปีคุณเก็บได้เท่าไหร คุณก็เอาเงินนี้ไปชื้อไก่มาเพิ่ม จาก 200 เป็น300 พอเข้าใจไหมครับทำแบบนี้ทุกปี ๆ มันก็จะแบบนี้ไปเรื่อย ๆ แต่ในทางแง่ร้ายเกิดวันหนึ่งไก่คุณเป็นหวัด ถ้าคุณกู้เงินมา คุณตอบได้ไหมครับว่ามันจะไม่เจ๊ง และล้มละลาย แต่ถ้าคุณมีเงินเก็บก็แค่ไก่เก่าตายไก่ชื้อไก่ใหม่ก็ได้ ไม่ต้องมานั่งเครียด พอจะได้ไอเดียใช่ไหม

แต่ถ้ามองถึงแนวคิดทางการเมืองที่แฝงอยู่ในแนวคิดศก.พอเพียง เราว่ามันอันตรายกว่าทุนนิยมเสียอีก

มันอันตรายตรงไหนครับผมว่าถ้าคุณเดินคุณล้มน้อยกว่าวิ่งนะครับ  ถ้าคุณอยากรู้ว่าเจ็บไม่เจ็บยังไงลองถามคนที่เคยล้มจากพิษเศรษฐกิจปี40ดูได้ครับ ผมเองก็เบื่อที่จะเห็นข่าวคนยิงตัวตายเพราะพิษเศรษฐกิจแล้วครับ

ว่าแต่ ใช้มาแต่ต้น หรือเพิ่งพูดว่าใช้ล่ะคะ?

รุ้สึกว่าแกจะใช่มาตั้งแต่ต้นเลยนะครับเพียงแต่ก่อนหน้านี้ ไม่มีคนออกมาพูดเรื่องศก, พอเพียง แกเลยไม่ได้พูดให้คนรู้ (พอดีสมัยเรียนเคยเข้าฟังบรรยายกับทางผู้บริการCP เขาเอาเรื่องนี้มาพูดเลยจำได้คล่าว ๆ จนมาได้ยินจากรายการจับเข่าคุยอีกทีหนึ่ง)

Sep 01st by admin

Page 1 of 38

    ไปดูหนังกันเหอะ